โครงการ BMA Excellence
       
 การจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ


   
      การป้องกันน้ำท่วม

     กรุงเทพมหานครเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงที่มีการปกครองในรูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ลักษณะเช่นนี้จึงได้รวบรวมเอาความหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งในด้านภาษา เชื้อชาติ และศาสนา ซึ่งส่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความแตกต่างในด้านกิจกรรม และการดำรงชีวิต ด้วยเหตุนี้จึงเป็นภารหน้าที่ของผู้บริหารมหานครในการกำหนดเป้าหมาย เพื่อการพัฒนากรุงเทพมหานครแห่งนี้ให้น่าอยู่
ดังนั้น ผู้บริหารกรุงเทพมหานครจึงมุ่งปรับเปลี่ยนวิถีการบริหารจัดการเมืองกรุงเทพมหานครด้วยการปูพื้นฐานในการป้องกันปัญหาอันอาจจะเกิดขึ้นไว้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อพร้อมรับมือกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีก 3 – 5 ปี ข้างหน้า โดยการ “คิดป้องกันปัญหาไว้ล่วงหน้าเพื่อแก้เรื่องใหญ่ในระยะยาว” ตามแนวคิด “กรุงเทพฯ ก้าวหน้าแก้เรื่องใหญ่อย่างยั่งยืน” Big Solution for big problems โดยมีภารกิจหลัก 5 ด้าน ที่มุ่งเน้นในการดำเนินการ ได้แก่

      ป้องกันน้ำท่วม
      เพิ่มสวนสาธารณะ
      ลดปัญหาจราจร
      จัดการขยะ
      เพิ่มความปลอดภัย

     ทั้งนี้ในการศึกษาดูงานด้าน “การจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ” ณ เขื่อนสิริกิติ์  ตำบลผาเลือด  อำเภอท่าปลา  จังหวัดอุตรดิตถ์ จะสอดคล้องกับภารกิจหนึ่ง นั่นคือ การป้องกันน้ำท่วม ซึ่งผู้บริหารกรุงเทพมหานครกำหนดวิสัยทัศน์ที่จะเริ่มก่อสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำอีกเท่าตัว ในจุดสำคัญต่าง ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหาน้ำท่วมนั้นมาจาก 3 แหล่ง คือ น้ำฝน  น้ำทะเลหนุน และน้ำเหนือ ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงน้ำฝน และน้ำเหนือ เนื่องจากเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก หรือฤดูฝน เนื่องจากเมื่อมีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเกินกว่าที่สมรรถนะของเขื่อนที่จะรองรับได้ จึงจำเป็นต้องมีการระบายน้ำออกจากเขื่อน เพื่อให้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน  ลักษณะเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อพื้นที่ใต้เขื่อนที่เป็นพื้นที่อุ้มน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำจำนวนมากที่ถูกปล่อยออกมา และหากช่วงเวลาดังกล่าวมีฝนตก และเป็นช่วงที่น้ำทะเลหนุนสูง กรุงเทพฯ จะเป็นบริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และเกิดความสูญเสียอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ หากประสบปัญหาน้ำท่วมย่อมส่งผลเสียหายมากกว่าพื้นที่ในบริเวณอื่น ดังนั้น เบื้องต้นจึงมีการระบายน้ำออกไปด้านตะวันออกและด้านตะวันตกของกรุงเทพฯ เพื่อบรรเทาปัญหาในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ  นอกจากนี้การศึกษาดูงานครั้งนี้ยังทำให้ทราบว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าที่ปล่อยน้ำ เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอแก่ความต้องการของประเทศ หรือเพื่อการเกษตรกรรม และการชลประทานเท่านั้น แต่การกำหนดปริมาณการปล่อยน้ำในแต่ละครั้งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการจัดสรรน้ำ ซึ่งหากมีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการจัดสรรน้ำย่อมส่งผลดีต่อการบริหารจัดการน้ำไม่เพียงแต่เป็นการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ยังรวมถึงการป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำน่านได้อีกทางหนึ่งด้วย ด้วยเหตุนี้การป้องกันปัญหาน้ำท่วมจึงมีส่วนสำคัญในการบริหารจัดการเมือง และมีวิธีการดำเนินงานได้ ดังนี้


     1)    การสร้างเขื่อนหรือทำนบกั้นน้ำ เพื่อช่วยเก็บกักน้ำฝนที่ตก  ชะลอการไหลของน้ำที่จะไหลลงมาตามลำน้ำในสภาพปกติ ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตามพื้นที่ราบใต้เขื่อนได้เป็นอย่างดี เว้นแต่เสียว่าในช่วงฝนตกหนักนั้นน้ำในเขื่อนมีปริมาณมากเกินกว่าที่เขื่อนจะรับน้ำฝนที่ตกติดต่อกันได้อีก จึงจำเป็นที่จะต้องระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ เพื่อป้องกันมิให้เขื่อนได้รับความเสียหาย  ในกรณีนี้การสร้างเขื่อนหรือทำนบเพื่อลดความรุนแรงของน้ำท่วมจะไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้

     2)    การปลูกป่าหรือทุ่งหญ้า  
ซึ่งพืชพรรณที่นำมาปลูกคลุมดินไว้  จะมีส่วนช่วยในการซับน้ำฝนบางส่วนที่ตกลงมาเอาไว้  แล้วค่อย ๆ ปล่อยออกมาหลังจากที่ฝนตกผ่านพ้นไป  จึงทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาน้อยลง  นอกจากนี้พืชพรรณยังช่วยชะลอการไหลของน้ำ  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการทำสวนป่าหรือทุ่งหญ้าในบริเวณพื้นที่ป่าไม้ตามต้นน้ำลำธารที่ถูกทำลายลง  เพื่อชะลอความรุนแรงของน้ำท่วมได้ในระดับหนึ่ง

     3)    ขุดลอกคูคลอง
  ลำน้ำ  หนอง  บึง  ให้ลึกและกว้าง  เพื่อให้รองรับปริมาณน้ำได้มากขึ้น  และสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลและมหาสมุทรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  เพื่อไม่ให้เกิดน้ำท่วมขัง  และไม่ส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร

     4)    อพยพโยกย้ายประชากรไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม
  หรืสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้แข็งแรง และยกระดับพื้นบ้านให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมที่ปรากฏอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ที่อยู่อาศัยนั้นสามารถต้านความแรงของน้ำที่ไหลได้ และเวลาเกิดน้ำท่วมขึ้นมาทรัพย์สินต่าง ๆ จะได้ไม่เสียหายมากนัก


การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรกรรม

      ถึงแม้ว่ากรุงเทพฯ จะเป็นมหานครที่เป็นศูนย์รวมของกิจกรรมต่าง ๆ ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ ถูกใช้เพื่อการเกษตรกรรม ดังนั้น น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการเกษตรกรรม  เนื่องจากเมืองทุกเมืองต้องสามารถเลี้ยงตนเองได้ ซึ่งในพื้นที่ชานเมืองด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ ยังคงถูกใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำเกษตรกรรม ซึ่งจุดกำเนิดของแหล่งน้ำธรรมชาติส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือไหลผ่านลงมายังพื้นที่กรุงเทพฯ หากมีการบริหารจัดการไม่ดี ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำเกษตรกรรมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนี้การขาดแคลนน้ำยังก่อให้เกิดปัญหาในด้านการขนส่งทางน้ำ เนื่องจากระดับน้ำในลำคลองลดลง  และบางแห่งอาจจะแห้งขอดจนไม่สามารถใช้ในการเดินเรือได้  โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งจะไม่สามารถเดินเรือผ่านไปมาได้  เนื่องจากระดับน้ำตื่นเขินและมีเกาะแก่งขวางกันเป็นระยะ ๆ
ซึ่งจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ พบว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนมีจำนวนต่ำกว่ามาตรฐาน ดังนั้น หากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงย่อมส่งผลให้เกิดภัยแล้งกับพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำ ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และการชลประทาน จึงยังคงต้องปล่อยน้ำในช่วงเวลาที่มีปริมาณการใช้ไฟสูงในช่วงบ่ายถึงค่ำ ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาความเสียหายกับพื้นที่เกษตรกรรม รัฐบาลจึงมีนโยบายชะลอการปลูกพืชรอบสอง และการทำนาปรัง เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ  การบริหารจัดการน้ำจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญหนึ่งของการพัฒนากรุงเทพมหานคร
ดังนั้น วิธีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำ อาจประทำได้ดังนี้

     1)    การจัดการวางแผนการใช้น้ำที่ดี  
กล่าวคือ  ในช่วงที่มีฝนตกควรจะจัดหาภาชนะ  บ่อ  สระ  หรืออ่างเก็บน้ำเพื่อรวบรวมน้ำฝนไว้ใช้ในยามขาดแคลน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้ง  การเก็บกักน้ำไว้ใช้ส่วนตัวควรจัดหาโอ่งน้ำหรือแทงก์น้ำมาเก็บไว้ให้พอเพียงตลอดทั้งปี  ส่วนการวางแผนเก็บกักน้ำไว้ใช้ส่วนรวม  ควรจัดสร้างอ่างเก็บน้ำหรือสระน้ำขนาดใหญ่สำหรับนำมาใช้ในบ้าน  หรือหากมีปริมาณมากพออาจนำไปใช้เพื่อการเกษตร

     2)    การสำรวจน้ำใต้ดิน  
เป็นการจัดหาน้ำที่สำคัญอีกวิธีหนึ่ง  โดยการสำรวจและขุดเจาะน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลขึ้นมา  เพื่ออุปโภคบริโภคและเพื่อกิจการอุตสาหกรรม  และบางแห่งอาจมีปริมาณมากพอสำหรับนำน้ำไปใช้เพื่อการเพาะปลูกได้

     3)    การนำน้ำมาใช้หมุนเวียน   จะเป็นวิธีการนำน้ำที่ใช้แล้วหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่  โดยผ่านกระบวนการทำให้สะอาด  หรือการตกตะกอนเสียก่อน  เช่น  น้ำที่นำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม   หลังจากใช้น้ำในกระบวนการผลิตแล้วต้องนำน้ำไปผ่านกระบวนการกำจัดสารปนเปื้อนโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ก่อน  แล้วจึงจะนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตใหม่ได้อีกครั้ง

     4)    การป้องกันการสูญเสียน้ำจากการระเหย   การระเหยของน้ำนับว่าเป็นการสูญเสียที่สำคัญ  ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนในเขตภูมิอากาศแห้งแล้ง  หรือในช่วงฤดูแล้งของประเทศไทย  การป้องกันมิให้เกิดการสูญเสียน้ำจากการระเหยกระทำได้โดย

      ส่งน้ำไปตามท่อหรืออุโมงค์ที่จัดสร้างขึ้น  
      ใช้สารเคมีเคลือบผิวนน้ำ
     

การผลิตกระแสไฟฟ้า

      โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย โรงไฟฟ้าชนิดนี้ใช้น้ำในลำน้ำธรรมชาติเป็นพลังงานในการเดินเครื่อง โดยวิธีสร้างเขื่อนปิดกั้นแม่น้ำไว้ เป็นอ่างเก็บน้ำให้มีระดับอยู่ในที่สูงจนมีปริมาณน้ำ และแรงดันเพียงพอที่จะนำมาหมุนเครื่องกังหันน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งอยู่ในโรงไฟฟ้าท้ายน้ำที่มีระดับต่ำกว่าได้ กำลังผลิตติดตั้งและพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าชนิดนี้ จะเพิ่มเป็นสัดส่วนโดยตรงกับแรงดันและปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเครื่องกังหันน้ำ
โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบ่งตามลักษณะการบังคับน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าได้ 4 แบบ คือ
      1)    โรงไฟฟ้าแบบมีน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-river Hydro Plant) โรงไฟฟ้าแบบนี้ไม่มีอ่างเก็บน้ำ โรงไฟฟ้าจะผลิตไฟฟ้าโดยการใช้น้ำที่ไหลตามธรรมชาติของลำน้ำ หากน้ำมีปริมาณมากเกินกว่าที่โรงไฟฟ้าจะรับไว้ได้ก็ต้องทิ้งไป ส่วนใหญ่โรงไฟฟ้าแบบนี้จะอาศัยติดตั้งอยู่กับเขื่อนผันน้ำชลประทานซึ่งมีน้ำไหลผ่านตลอดปี จากการกำหนดกำลังผลิตติดตั้งมักจะคิดจากอัตราการไหลของน้ำประจำปีช่วงต่ำสุดเพื่อที่จะสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ตัวอย่างของโรงไฟฟ้าชนิดนี้ได้แก่ โรงไฟฟ้าที่ กฟผ.กำลังศึกษาเพื่อก่อสร้างที่เขื่อนผันน้ำเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท และเขื่อนผันน้ำวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี 
      2)    โรงไฟฟ้าแบบมีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก (Regulating Pond Hydro Plant)  โรงไฟฟ้าแบบมีอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่สามารถบังคับการไหลของน้ำได้ในช่วงสั้นๆ เช่น ประจำวัน หรือประจำสัปดาห์ การผลิตไฟฟ้าจะสามารถควบคุมให้สอดคล้องกับความต้องการได้ดีกว่าโรงไฟฟ้าแบบ (Run-of-river) แต่อยู่ในช่วงเวลาที่จำกัดตามขนาดของอ่างเก็บน้ำ ตัวอย่างของโรงไฟฟ้าประเภทนี้ได้แก่ โรงไฟฟ้าเขื่อนท่าทุ่งนา จังหวัดกาญจนบุรี และโรงไฟฟ้าขนาดเล็กบ้านสันติจังหวัดยะลา 
      3)    โรงไฟฟ้าแบบมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (Reservoir Hydro Plant) โรงไฟฟ้าแบบนี้มีเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่และสูงกั้นขวางลำน้ำไว้ ทำให้เกิดเป็นทะเลสาบใหญ่ ซึ่งสามารถเก็บกักน้ำในฤดูฝนและนำไปใช้ในฤดูแล้งได้ โรงไฟฟ้าแบบนี้นับว่ามีประโยชน์มาก เพราะสามารถควบคุมการใช้น้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า เสริมในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงตลอดปี โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ส่วนมากในประเทศไทยจัดอยู่ในโรงไฟฟ้าประเภทนี้ รวมทั้งโรงไฟฟ้าเขื่อนสิริกิติ์ด้วย
      4)    โรงไฟฟ้าแบบสูบน้ำกลับ ( Pumped Storage Hydro Plant)  โรงไฟฟ้าแบบนี้มีเครื่องสูบน้ำที่สามารถสูบน้ำที่ปล่อยจากอ่างเก็บน้ำลงมาแล้วนำกลับขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีก ประโยชน์ของโรงไฟฟ้าชนิดนี้เกิดจากการแปลงพลังงานที่เหลือใช้ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ เช่น เวลาเที่ยงคืนนำไปสะสมไว้ในรูปของการเก็บน้ำในอ่างน้ำเพื่อที่จะสามารถใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกครั้งหนึ่งในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น เวลาหัวค่ำ ตัวอย่างของโรงไฟฟ้าแบบนี้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์ได้หน่วยที่ 4 ซึ่งสามารถสูบน้ำกลับขึ้น ไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ได้
ขณะที่การทำงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำส่วนใหญ่มีหลักการผลิตกระแสไฟฟ้า คือ จะใช้แรงดันน้ำที่กักเก็บในอ่างเก็บน้ำ(Reservoir) มาดันให้กังหันน้ำ (Turbine) หมุนโดยกังหันน้ำซึ่งเป็นตัวต้นกำลังต่อเชื่อมกับส่วนที่หมุน(Rotor) ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(Generator) ด้วยแกน shaft ในแนวตั้ง ทำให้ Rotor หมุนตามด้วยความเร็วรอบที่เท่ากัน กับ Turbine 150 รอบต่อนาที เมื่อป้อนไฟฟ้ากระแสตรง (Excite) เพื่อกระตุ้นให้ขดลวดของ Rotor (Rotor winding)จะเกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นที่ Rotor winding เมื่อสนามแม่เหล็กหมุนตัดกับขดรวดที่อยู่กับที่ (Stator winding) แรงดันไฟฟ้าจะถูกสร้างขึ้นที่ Stator winding  ที่ระดับ 13,800 โวลต ์ และแปลงแรงดันไฟฟ้าให้สูงขึ้นไปที่ระดับ 230,000 โวลต์ ด้วยหม้อแปลงแรงดันไฟฟ้า ก่อนที่จะส่งไฟฟ้าที่ผลิตได้เข้าระบบไฟฟ้าของประเทศ


 

สำหรับเขื่อนสิริกิติ์ เป็นเขื่อนดินมีคุณสมบัติและลักษณะในการออกแบบคล้ายคลึงกับเขื่อนหิน แต่วัสดุที่ใช้ถมตัวเขื่อนมีดินเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนอกเหนือจากเขื่อนสิริกิติ์แล้วยังมีเขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนแม่งัด เป็นต้น ในการศึกษาดูงานในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งทำให้ทราบถึงกระบวนการผลิตและการส่งไฟฟ้า โดยหากเป็นการส่งในเขตจังหวัดอุตรดิษถ์จะใช้กำลังส่ง 115 kva ผิดกับการส่งไปยังจังหวัดอื่น ๆ จะใช้กำลังส่งสูงกว่า คือ 230 kva  ทั้งนี้ การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยวิธีนี้จะเป็นการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าวิธีการผลิตในรูปแบบอื่น ๆ


การท่องเที่ยว

        ปัจจุบัน เขื่อนนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า และการชลประทานเพื่อการอุปโภคและบริโภคแล้ว ยังได้รับการส่งเสริมการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และบริการในการรองรับนักท่องเที่ยว เช่น ที่พักแรม สถานที่ ประกอบ กิจกรรมและนันทนาการ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งสิ่งก่อสร้างที่เกิดขึ้น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางธรรมชาติย่อมมีผลกระทบต่อ การดำรงชีวิตของสัตว์ป่า และเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำรงชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนั้น ในการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งจะต้องคำนึง ถึงประโยชน์ที่ได้รับภายใต้การสูญเสียที่น้อยที่สุด  ซึ่งจากการศึกษาดูงานเขื่อนสิริกิติ์ พบว่า มีการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการท่องเที่ยวทั้งเรือนพักรับรอง  สวนสุมาลัย ประติมากรรมสู่แสงสว่าง  สะพานเฉลิมพระเกียรติ ศูนย์การเรียนรู้ส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์ OTOP และสนามกอล์ฟ  เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งกรุงเทพมหานครมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย หากมีการบูรณาการการท่องเที่ยวให้เข้ากับวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นแล้วจะเป็นช่วยสร้างรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่งด้วย


ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)

         ปัจจุบันกระแส “ความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ” (Corporate Social Responsibility – CSR) กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วโลก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยจิตสำนึกจากภายในกิจการเอง หรือจากผู้มีส่วนได้เสียภายนอกเป็นผู้ผลักดัน เป็นเหตุให้องค์กรธุรกิจในปัจจุบันให้ความสนใจและกำหนดบทบาทของตนเองในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนของกิจกรรมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ขณะที่แนวคิดและทฤษฎีทางธุรกิจที่ได้รับการปลูกฝังและถ่ายทอดสู่องค์กร โดยส่วนใหญ่ล้วนมุ่งเน้นการพัฒนาให้เป็นองค์กรที่ “เก่ง” ตัวอย่างทฤษฎีที่รู้จักกันดี ได้แก่ SWOT Analysis (Ansoff 1965) สำหรับการกำหนดตำแหน่งและการสร้างความสำเร็จขององค์กร หรือ Boston Matrix (BCG 1970) สำหรับการกำหนดความสำคัญและการสร้างความสำเร็จในผลิตภัณฑ์ หรือ Five Forces (Porter 1980) และ Diamond Model (Porter 1990) สำหรับการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เป็นต้น  สำหรับแนวคิดในเรื่องซีเอสอาร์ จะมุ่งไปที่การสร้างให้องค์กรมีความ “ดี” ที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนของกิจการ เป็นแนวคิดที่มีรากฐานมาจากหลักคุณธรรมทางศาสนา ซีเอสอาร์จึงมิใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เพิ่งได้มีการบัญญัติคำนี้ขึ้นใช้ในวงการธุรกิจเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง
สำหรับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเขื่อนสิริกิติ์ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ (CSR) โดยจัดทำแผนสื่อสารสาธารณะเพื่อการผลิตไฟฟ้าสำหรับประชาชน โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนของประชาชนในพื้นที่ ได้แก่  ได้จัดทำโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนของประชาชนในพื้นที่ โดยได้จัดทำโครงการที่ได้คนในท้องถิ่น ภาครัฐ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเขื่อนสิริกิติ์มีส่วนร่วมในการพัฒนา นอกจากนี้ยังมีการจัดพื้นที่เพื่อเป็นศูนย์ OTOP ให้แก่คนในชุมชน ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจภายในท้องถิ่นให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น และยังมีการพัฒนาฝีมือโดยการจัดเจ้าหน้าที่ หรือผู้ชำนาญการมาฝึกอบรม และสอน เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น ซึ่งสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับการพัฒนาอาชีพของประชาชนในเขตต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร ที่ปัจจุบันได้ดำเนินการมาบ้างแล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้แก่เยาวชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้

          จากการศึกษาดูงานครั้งนี้ช่วยเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในการดำเนินงานด้านการบริหารและจัดการน้ำ                   
    เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษาดูงานครั้งนี้มาใช้ในการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร  
    และเพื่อยังผลให้เกิดประโยชน์ในด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนากรุงเทพฯ ในอนาคตอีกทางหนึ่งด้วย

 

 
::: copyright 2010 @ ฝ่ายเทคโนโลยีการฝึกอบรม :::
:: สถาบันพัฒนาข้าราชการกรุงเทพมหานคร โทร 02-2244718 ภายใน 1266 ::