จับตา...รถไฟฟ้า...ในสภาวะการเมืองต่างขั้ว

 

 

นับตั้งแต่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีนโยบายแก้ไขปัญหาจราจรด้วยระบบรถไฟฟ้าเมื่อปี 2534 จนปี 2542 คนกรุงเทพฯ ก็ได้รู้จักกับรถไฟฟ้าบีทีเอสายสุขุมวิท และสายสีลม รวมระยะทาง 23.5 กิโลเมตร ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย โดยปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าปัจจุบันระบบรถไฟฟ้าเป็นระบบขนส่งมวลชนที่สำคัญในการช่วยบรรเทาปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ทำให้การเดินทางของคนเมืองสะดวกรวดเร็วมากขึ้น

รถไฟฟ้าบีทีเอสเริ่มขยายออกไปสู่ชานเมืองมากขึ้น ซึ่งเมื่อปี 2552 ได้เปิดให้บริการส่วนต่อขยายสายสีลม จากสะพานตากสินข้ามไปถึงวงเวียนใหญ่ ล่าสุดส่วนต่อสายสุขุมวิท อ่อนนุชถึงแบริ่ง เชื่อมต่อฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ สู่ใจกลางเมือง และส่วนต่อขยายสายสีลม ช่วงถนนตากสิน ถึงเพชรเกษม ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร ก็จะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปีหน้า

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงความสำเร็จที่ กทม.สามารถเปิดบริการเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายอ่อนนุช-แบริ่งว่า ถือเป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กรส่วนท้องถิ่นอย่าง กทม. ว่ามีขีดความสามารถในการจัดการระบบขนส่งมวลชนในการแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์กับประชาชน

“เนื่องจาก กทม. เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงมหาดไทย อำนาจในการอนุมัติหลายๆ โครงการจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลด้วย จนบางครั้งก็ถูกมองเป็นปัญหาการเมือง ด้วยเหตุที่มาจากต่างพรรคต่างขั้ว ซึ่งล่าสุดเราก็มีรัฐบาลใหม่ที่มาจากพรรคเพื่อไทย ในขณะที่ผู้บริหาร กทม. มาจากพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ดี อดีตรัฐบาลที่ผ่านมาแม้จะมาจากพรรคเดียวกันก็จริง แต่โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรล เส้นทางสยามสแควร์-พระราม 4 และโครงการก่อสร้างรถไลต์เรล เส้นทางบางนา – สุวรรณภูมิ กลับไม่ถูกนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน”

ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า จากความสำเร็จที่ กทม. สามารถเปิดรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายอ่อนนุช – แบริ่ง ต้องการให้รัฐบาลใหม่ พิจารณาให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะโครงการโมโนเรล ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร และไลต์เรล ระยะทาง 18 กิโลเมตร ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนยังไม่อนุมัติ ซึ่งต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วย อาจจะเกี่ยวกับข้อกฎหมาย เรื่องงบประมาณ กทม. ไม่ห่วงเท่ากับเรื่องกฎหมายและขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ก็หวังว่ารัฐบาลจะมีเป้าหมายเดียวกันกับกทม. ในการดูแลทุกข์สุขของประชาชน

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาการจราจร ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยมีนโยบายก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 10 เส้นทางทั่วกรุงเทพและปริมณฑล โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด และผลักดันการจัดเก็บอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าในราคา 20 บาท ตลอดสายภายในกรุงเทพฯ นั้น

“ตรงนี้ต้องไปคุยกับผู้ประกอบการก่อนว่าเป็นไปได้หรือไม่ ปัจจุบันรถไฟฟ้าบีทีเอสเก็บค่าโดยสารอยู่ที่ 40 บาทตลอดสาย ซึ่งถือว่าถูกกว่าที่อื่นแล้ว แต่ถ้าจะให้ถูกขนาดนั้นก็ต้องเดินกัน” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวและว่า

หลังจากนี้ กทม.จะประสานไปที่รัฐบาล โดยเฉพาะโครงการโมโนเรล และไลต์เรล ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล นอกจากนั้น กทม. ยังมีแผนงานก็คือ เส้นทางสัญญาจรทางน้ำต่างๆ และโครงการสกายวอล์กที่เป็นการเชื่อมต่อเส้นทางของรถไฟฟ้า รถบีอาร์ที รถเมล์ ขสมก. ที่เป็นระบบขนส่งสาธารณะทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ด้าน ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการเก็บค่าโดยสารของรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยายว่า ขณะนี้ กทม.ได้กำกับดูแลอยู่ประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งจะพยายามคิดสูตรการจัดเก็บค่าโดยสารที่ถูกที่สุด เริ่มต้นจาก 15 บาท และจะหาวิธีบริหารเพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุดด้วย

"ผมไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รวมถึงการซื้อกิจการของบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพฯ (บีเอ็มซีแอล) ถือเป็นการนำเงินภาษีประชาชนไปอุ้มภาคเอกชน รัฐบาลควรหาวิธีจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ โดยนำส่วนแบ่งรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ไปอุ้มรถไฟฟ้า เพื่อให้สามารถปรับลดค่าโดยสารลงได้”


มีวิธีอื่นที่สามารถเพิ่มรายได้ดีกว่านี้ เช่น แก้ไขกฎหมายให้สามารถเช่าพื้นที่ขายสินค้าภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินได้ ซึ่งจะสามารถสร้างเม็ดเงินได้นับแสนล้านบาท ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกก็ทำกันอย่างนี้ หรือถ้ารัฐบาลไม่รู้วิธีก็ขอให้มาถามผมได้”

รองผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวถึงรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายหมอชิต-สะพานใหม่ ซึ่งเพิ่มเติมจากแนวเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอสที่มีปัญหาเกิดศึกชิงกันมาหลายปีแล้วว่า หากรัฐบาลจะดำเนินการเอง ก็ไม่เป็นไร ใครอยากทำก็ทำไป ก็คงจะไม่ไปต่อปากต่อคำ

ส่วนการบริหารจัดการก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะมีแนวทางให้ กทม. ทำอะไร ให้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไร ด้วยรัฐบาลใหม่เพิ่งเริ่มต้น ก็ต้องตามดูกันต่อไปว่าระหว่างการทำงานกับขั้วการเมืองเดียวกันหรือต่างขั้ว ปากกาใครจะลื่นกว่ากัน ...

"ปิยวรรณ มีพวกมาก" / รายงานพิเศษ



 

ที่มา หนังสือพิมพ์สยามรัฐ